บังโม รีเทิร์น ในช่วงที่หลายคนสงสัยว่าลิเวอร์พูลจะเดินหน้าอย่างไรต่อหลังจากผลงานสะดุดต่อเนื่อง แท็กติกไดมอนด์หรือระบบ 4-3-1-2 กลับกลายเป็นคำตอบที่ทีมของโค้ชอาร์เน่อเลือกหยิบมาใช้ และมันก็ปรากฏผลออกมาแบบจับต้องได้ทันที โดยเฉพาะเกมที่บุกไปจัดหนักใส่อินเตอร์ชนิดที่แดนกลางของคู่แข่งแทบหาไลน์การเล่นไม่เจอ ความน่าสนใจคือระบบนี้ดันไปเข้าทางของซาลาห์แบบพอดี เหมือนประตูที่เคยปิดล็อกกำลังถูกไขเปิดอีกครั้ง จังหวะเล่นที่เคยฝืด เริ่มกลับมาดูเป็นธรรมชาติ และมันส่งสัญญาณบางอย่างที่แฟนหงส์ควรตื่นตัวว่านี่อาจเป็นกุญแจชุดใหม่ของโค้ชชาวดัตช์ที่จะใช้ขับเคลื่อนทีมในฤดูกาลนี้ รวมถึงการเพิ่มโอกาสในตลาดและความหวังของแฟนบอลแบบ ufa169 ที่เฝ้ารอดูความเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ
ปมใหญ่อยู่ที่การวิ่งและพื้นที่ว่างของซาลาห์
ผู้เล่นบางคนอาจเก่งเวลาได้บอล แต่ซาลาห์เป็นคนที่เก่งตอนยังไม่มีบอลด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบไดมอนด์เมคเซนส์สุดๆ สำหรับเขา เพราะมันไม่บังคับให้ต้องวิ่งลงมาลึกเหมือนตอนยืนเป็นปีกขวาแบบเดิม พื้นที่ที่เขาต้องรับผิดชอบถูกย้ายจากริมเส้นมาอยู่บริเวณครึ่งช่องขวา ซึ่งเป็นจุดที่เขาอ่านเกมได้ไวอยู่แล้ว
ในแบบที่เพื่อนคุยกันตรงๆ การดร็อปซาลาห์ช่วงก่อนหน้านี้ไม่ได้เกี่ยวกับฟอร์มทั้งหมด แต่เป็นเรื่องของการปรับบาลานซ์เกมรับ พอใช้โซบอซไลยืนริมเส้นฝั่งขวา ทีมก็แข็งขึ้นจริง แต่นั่นไม่ใช่รูปแบบที่ลิเวอร์พูลควรยึดระยะยาว เพราะทีมจำเป็นต้องรีดศักยภาพการจบสกอร์จากซาลาห์ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
พอใช้ระบบนี้ ซาลาห์ไม่ต้องลากตัวประกบลงมาลึก ไม่ต้องคอยทิ้งตำแหน่งเพื่อไล่ตามฟูลแบ็กคู่แข่งเหมือนเดิม นั่นทำให้เขาได้เก็บแรงไว้สำหรับจังหวะสปรินต์ทำลายแนวรับ ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยกว่าในพื้นที่ตรงกลาง เขาไม่ต้องอยู่ริมเส้นที่โดดเดี่ยว แต่ได้อยู่ใกล้กับพื้นที่อันตรายเกือบตลอดเวลา
บังโม รีเทิร์น เล่นหน้าคู่ได้จริงไหม
คำถามนี้โผล่ขึ้นมาบ่อยมาก และถ้าตัดภาพจากเกมอินเตอร์มาให้ดูทีละเฟรมจะชัดเลยว่าซาลาห์เล่นหน้าคู่ได้แบบไม่ขัดเขิน เขาไม่ใช่หน้าเป้าแบบยืนค้าง แต่เป็นกองหน้าที่มีสเต็ปวิ่งฉีกวิ่งหลอกอยู่แล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาเขาใช้มันในฐานะปีก พอย้ายมาใช้ตรงกลาง บทบาทนี้กลับพอดีกับธรรมชาติของเขาอย่างไม่น่าเชื่อ
ยิ่งไปกว่านั้น รูปแบบการทำงานของอีซัคและเอกิติเก้ช่วยเปิดช่องให้ซาลาห์เล่นได้ง่ายขึ้นอีก เพราะกองหน้าทั้งสองคนขยับออกไปเล่นด้านกว้างบ่อยมาก การเคลื่อนที่ลักษณะนี้เปิดเฟรมพื้นที่ในกรอบเขตโทษให้ซาลาห์ยืนทำหน้าที่จบสกอร์ได้เต็มที่ หรือบางครั้งก็ถอยลงมาเป็นตัวเชื่อมแบบไม่เสียระบบ
ข้อดีอีกอย่างคือการโรเตชั่น พอมีซาลาห์ที่สามารถเล่นได้หลายบทบาท โค้ชไม่จำเป็นต้องใช้อีซัคกับเอกิติเก้พร้อมกันทุกเกม ซึ่งช่วยลดภาระการใช้งานตลอดฤดูกาลของทั้งคู่ และเหมาะที่สุดในช่วงที่ทีมต้องลุยหลายรายการ
มิดฟิลด์คือชิ้นส่วนหลักที่ทำให้ระบบไดมอนด์ขยับได้
หลายคนอาจมองไปที่กองหน้าก่อน แต่ความจริงหัวใจสำคัญของระบบนี้คือมิดฟิลด์สามคนบวกหนึ่ง ซึ่งลิเวอร์พูลมีตัวที่เหมาะสมที่สุดให้ใช้งานแบบพร้อมเพรียง
เคอร์ติส โจนส์ คือคนที่คุมจังหวะการขึ้นเกม ตัดสินใจจ่ายทะลุไลน์ได้แม่นและกล้าเล่นแบบไม่ฝืนจังหวะ เขาคือคนที่ทำให้การเคลื่อนบอลจากหลังไปหน้าเป็นเรื่องง่าย โดยเฉพาะเวลาที่ถูกบีบสูง โจนส์คือคนที่รับบอลท่ามกลางแรงกดดันได้โดยไม่เสียรูปเกม
อีกคนที่โดดเด่นขึ้นทันทีคือกราเฟนแบร์ก บทบาทใหม่ที่เขาไม่ได้ถูกไล่ให้วิ่งขึ้นเติมตลอดเวลา แต่ยืนเป็นตัวสกรีนรับบอลแรกก่อนถึงแนวรับของคู่แข่ง ทำให้เขาเล่นเป็นธรรมชาติและไม่ถูกบีบจนเสียความมั่นใจ
ส่วนที่ทำให้ระบบนี้สมบูรณ์คือฟูลแบ็ก เพราะไม่มีปีกอาชีพในสนาม หน้าที่เติมกว้างต้องเป็นของพวกเขา ฟริมปงและแบรดลีย์คือสองคนที่เหมาะมากกับบทบาทนี้ โดยเฉพาะแบรดลีย์ที่ลงมา 20 นาทีสุดท้ายในเกมอินเตอร์แล้วเพิ่มมิติรุกด้านขวาได้เห็นชัดเลยว่าทำไมโค้ชถึงเชื่อใจเขา
บังโม รีเทิร์น ปรับตามสถานการณ์คือสิ่งที่ทำให้ระบบนี้น่ากลัว
ระบบไหนก็ใช้ไม่ได้ถ้าผู้เล่นคิดไม่เร็วพอ แต่ในระบบนี้เราจะเห็นการปรับรูปเกมตามสถานการณ์มากขึ้น เช่น โซบอซไลขยับขึ้นไปไล่เพรสสูงตลอด จังหวะที่ต้องปิดฝั่งขวาเขาก็ทำได้แบบแน่นหนา จังหวะต้องถอยลงมากึ่งมิดฟิลด์ตัวกลางเขาก็ทำหน้าที่ได้แบบไม่หลุดตำแหน่ง
สิ่งที่โค้ชอาร์เน่อทำไม่ใช่การเปลี่ยนแผนแบบโยนหน้าตัก แต่เป็นการเพิ่มเฟสเกมให้ผู้เล่นตัดสินใจได้ตามความจำเป็นของเกม ซึ่งเป็นสิ่งที่ลิเวอร์พูลช่วงหลังขาดไปมาก
และเมื่อเล่นในแอนฟิลด์ ทีมจะต้องดุดันมากขึ้นกว่านี้ ซึ่งระบบไดมอนด์ก็ปรับให้รุกหนักกว่าเดิมได้ง่าย แค่เปลี่ยนจากแม็ค อัลลิสเตอร์เป็นเวิร์ตซ์ เกมรุกก็ไหลลื่นขึ้นสองเท่า ถ้าประกอบกับข่าว ลิเวอร์พูลลุ้นเคียซ่าคืนสนาม มีตัวเลือกเพิ่มก็ยิ่งยืดหยุ่นขึ้นอีก
ทั้งหมดนี้คือภาพชัดๆ ว่าทำไมระบบ 4-ไดมอนด์-2 ถึงทำให้ซาลาห์กลับมาอยู่ในจุดที่อันตรายที่สุดอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะเขาเปลี่ยนไปเป็นนักเตะแบบใหม่ แต่เพราะระบบกำลังพาเขากลับไปสู่พื้นที่ที่เขาถนัดที่สุดตั้งแต่วันแรกที่ย้ายมาอยู่กับลิเวอร์พูล
หากอาร์เน่อเลือกจะยืนระยะกับระบบนี้จริง บางทีฤดูกาลนี้อาจเป็นอีกครั้งที่เราจะได้เห็นซาลาห์สร้างโมเมนต์ระดับโลกแบบต่อเนื่องอีกครั้งเหมือนยุครุ่งสุดของเขาในถิ่นแอนฟิลด์
